ค่าเสียโอกาส คืออะไร? นิยามที่ต้องรู้

ค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost) ถือเป็นแนวคิดพื้นฐานในเศรษฐศาสตร์ที่ช่วยให้เรามองเห็นภาพรวมของการเลือกทาง. ลองนึกภาพดูสิ เมื่อคุณตัดสินใจเลือกทำอะไรสักอย่าง มันหมายถึงการปล่อยวางโอกาสอื่นที่อาจให้ผลดีไม่แพ้กัน. มูลค่าของทางเลือกนั้นที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังนี่แหละ ที่เราเรียกว่าค่าเสียโอกาส. แนวคิดนี้เตือนใจเราว่า ทุกการตัดสินใจล้วนมีราคาที่ต้องจ่าย แม้จะไม่ใช่เงินสดที่แลกมือตรงๆ ก็ตาม.
ทรัพยากรในโลกนี้มีขีดจำกัด ไม่ว่าจะเป็นเงิน เวลา แรงงาน หรือที่ดิน. พอเราเอาไปใช้กับทางใดทางหนึ่ง ก็เท่ากับปิดประตูทางอื่นโดยอัตโนมัติ. นี่คือเหตุผลที่การชั่งน้ำหนักค่าเสียโอกาสกลายเป็นกุญแจสำคัญในการตัดสินใจอย่างชาญฉลาด. มันช่วยให้เราจัดสรรสิ่งที่มีอยู่อย่างคุ้มค่า สร้างประสิทธิภาพสูงสุดจากของที่จำกัดเหล่านี้.
ทำไม “ค่าเสียโอกาส” ถึงสำคัญ?

ค่าเสียโอกาสเปรียบเสมือนแว่นตาที่ช่วยให้เรามองเห็นต้นทุนที่ซ่อนอยู่ ชัดเจนยิ่งกว่าตัวเลขเงินในกระเป๋า. ไม่ว่าจะเป็นการตัดสินใจส่วนตัวหรือระดับองค์กร มันผลักดันให้เราคิดรอบด้าน ก่อนก้าวไปข้างหน้า.
ลองคิดถึงชีวิตประจำวันของคุณดู. ถ้าคุณเลือกนั่งพักผ่อนในวันหยุด แทนที่จะฝึกทักษะใหม่ ค่าเสียโอกาสอาจคือรายได้ที่เพิ่มขึ้นหรือโอกาสก้าวหน้าในอาชีพ. แต่ถ้าเลือกทำงานโอที ก็อาจพลาดเวลากับครอบครัว หรือช่วงเวลาที่เติมเต็มความสุขส่วนตัว. การตระหนักถึงเรื่องนี้ช่วยจัดลำดับชีวิตให้สมดุลมากขึ้น.
ในแวดวงธุรกิจ การคำนวณค่าเสียโอกาสยิ่งขาดไม่ได้สำหรับกลยุทธ์ระยะยาว. เวลาลงทุนในโครงการใด ก็ต้องชั่งน้ำหนักกับผลตอบแทนจากตัวเลือกอื่นที่ถูกเลิก. เช่น การเลือกผลิตสินค้าชนิดหนึ่ง แทนอีกชนิด ต้องดูจากกำไรที่แตกต่าง. เข้าใจตรงนี้ แล้วการตัดสินใจจะช่วยลดต้นทุนที่มองไม่เห็น เพิ่มกำไรให้องค์กรเติบโตอย่างยั่งยืน.
วิธีคิดและคำนวณ “ค่าเสียโอกาส” คืออย่างไร?

การหาค่าเสียโอกาสไม่ได้ยุ่งยากอย่างที่หลายคนคิด. สิ่งที่ต้องทำคือจดรายการทางเลือกทั้งหมด แล้วประเมินคุณค่าของแต่ละตัว. จากนั้น เลือกทางที่ดีที่สุดที่ไม่ได้เลือกมาเป็นตัววัด.
สูตรหลักๆ ก็คือ ค่าเสียโอกาส = มูลค่าของทางเลือกที่ดีที่สุดที่ถูกปฏิเสธ.
ขั้นตอนง่ายๆ มีดังนี้:
- ระบุทางเลือกทั้งหมด: จดทุกตัวเลือกที่เป็นไปได้ในสถานการณ์นั้น.
- ประเมินมูลค่าของแต่ละทางเลือก: คิดถึงประโยชน์ที่คาดหวัง ไม่ว่าจะเป็นเงิน ประโยชน์ใช้งาน เวลา หรือความสุข.
- เลือกทางเลือกที่ดีที่สุด: ดูว่าตัวไหนให้คุณค่าสูงสุด.
- ระบุทางเลือกที่ถูกปฏิเสธ: ตัวที่ดีรองลงมา หรือตัวอื่นที่ไม่ได้เลือก.
- คำนวณค่าเสียโอกาส: นำมูลค่าของตัวที่ดีที่สุดที่ถูกทิ้งมาคำนวณ.
อย่าลืมมองกว้างๆ นะ ไม่ใช่แค่ตัวเงิน แต่รวมประโยชน์อื่นที่อาจตามมา. มันทำให้การตัดสินใจแม่นยำยิ่งขึ้น.
ตัวอย่าง “ค่าเสียโอกาส” ในชีวิตประจำวันและธุรกิจ มีอะไรบ้าง?
เพื่อให้เห็นภาพชัด มาดูตัวอย่างจริงๆ กัน. มันจะช่วยเชื่อมโยงแนวคิดนี้เข้ากับสถานการณ์ที่คุณอาจเจอ.
ตัวอย่างที่ 1: การตัดสินใจของบุคคล
สมมติเย็นวันเสาร์ คุณมีเวลา 3 ชั่วโมงว่าง. ทางเลือกมีสามแบบ:
- ทางเลือก A: ไปดูหนังโปรดที่โรง (ค่าใช้จ่ายราว 300 บาท ใช้เวลา 3 ชม.)
- ทางเลือก B: เรียนคอร์สออนไลน์การตลาดดิจิทัล (ฟรี แต่ช่วยงานอนาคต)
- ทางเลือก C: ทานข้าวเย็นกับครอบครัว (ค่าใช้จ่าย 500 บาท ได้ความสุขจากเวลาร่วมกัน)
ถ้าคุณเลือก ทางเลือก A (ดูหนัง) สิ่งที่เสียไปคือ:
- ค่าเสียโอกาส (จากทางเลือก B): โอกาสฝึกทักษะใหม่ที่ช่วยอาชีพ.
- ค่าเสียโอกาส (จากทางเลือก C): ความสุขกับครอบครัว บวกค่าใช้จ่าย 500 บาท.
สรุป ค่าเสียโอกาสของการดูหนังไม่ใช่แค่ 300 บาท แต่รวมมูลค่าความสุขและโอกาสเรียนรู้ด้วย. มันทำให้คุณคิดหนักก่อนเลือก.
ตัวอย่างที่ 2: การตัดสินใจของธุรกิจ
ร้านกาแฟมีวัตถุดิบพอผลิตสองเมนูหลัก: ลาเต้ กับคาปูชิโน่. สมมติ:
- การผลิตลาเต้: ต้นทุนต่อแก้ว 30 บาท ขาย 60 บาท กำไร 30 บาท.
- การผลิตคาปูชิโน่: ต้นทุน 25 บาท ขาย 65 บาท กำไร 40 บาท.
ถ้าผลิตลาเต้ 100 แก้วทั้งวัน (พอผลิตคาปูชิโน่ได้เท่ากัน):
- กำไรจากลาเต้: 100 x 30 = 3,000 บาท.
- ค่าเสียโอกาส: กำไรจากคาปูชิโน่ที่พลาด 100 x 40 = 4,000 บาท.
เห็นไหม แม้ได้ 3,000 บาท แต่จริงๆ แล้วเสียโอกาส 4,000 บาท. ถ้าเลือกคาปูชิโน่ กำไรจะสูงกว่า.
ตัวอย่างที่ 3: การตัดสินใจด้านการลงทุน
คุณมีเงินเก็บ 100,000 บาท ทางเลือกคือ:
- ทางเลือก A: ฝากออมทรัพย์ ดอกเบี้ย 2% ต่อปี.
- ทางเลือก B: ลงทุนกองทุนรวม คาดผลตอบแทน 8% ต่อปี.
ถ้าเลือก ทางเลือก A (ฝากเงิน):
- ผลตอบแทน: 100,000 x 2% = 2,000 บาทต่อปี.
- ค่าเสียโอกาส: ผลตอบแทนจากกองทุน 100,000 x 8% = 8,000 บาทต่อปี.
ดังนั้น ค่าเสียโอกาสของการฝากคือ 8,000 บาทต่อปี. มันชัดเจนว่าทางเลือก B อาจคุ้มกว่า ถ้าคุณยอมรับความเสี่ยง.
“ค่าเสียโอกาส” เกี่ยวข้องกับแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์อื่นๆ อย่างไร?
ค่าเสียโอกาสไม่ได้อยู่อย่างโดดเดี่ยว มันผสานกับหลักเศรษฐศาสตร์อื่นๆ ทำให้ภาพรวมชัดเจนยิ่งขึ้น.
ค่าเสียโอกาสกับอรรถประโยชน์ส่วนเพิ่ม (Marginal Utility):
อรรถประโยชน์ส่วนเพิ่มคือความสุขที่ได้เพิ่มจากหน่วยสุดท้ายของสินค้าหรือบริการ. ตามกฎที่ว่ายิ่งบริโภคมาก ยิ่งลดลง. เมื่อถึงจุดที่คุณเลือกสินค้าอื่น ค่าเสียโอกาสคืออรรถประโยชน์ที่ลดลงจากตัวเดิมที่สละไป. มันช่วยอธิบายว่าทำไมเราถึงหยุดบริโภคบางอย่าง.
ค่าเสียโอกาสกับเส้นพรมแดนการผลิต (Production Possibility Frontier – PPF):
PPF คือกราฟที่แสดงการผลิตสูงสุดของสินค้าสองชนิด ด้วยทรัพยากรจำกัด. ความชันของเส้นบอกค่าเสียโอกาสในการผลิตสินค้าหนึ่งแทนอีกชนิด. ถ้าเส้นโค้งออก ค่าเสียโอกาสจะเพิ่มขึ้นเมื่อผลิตมากขึ้น เพราะต้องดึงทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพจากอีกฝั่ง. แนวคิดนี้ใช้ได้ทั้งระดับบุคคลและเศรษฐกิจใหญ่.
ข้อควรระวังในการพิจารณา “ค่าเสียโอกาส” มีอะไรบ้าง?
ค่าเสียโอกาสมีประโยชน์ แต่การใช้ให้ถูกต้องต้องระวังหลายจุด เพื่อให้การประเมินแม่นยำ.
1. ความเป็นอัตวิสัย (Subjectivity):
มูลค่าของทางเลือกขึ้นกับมุมมองส่วนตัว. สิ่งที่คุณเห็นว่าคุ้ม คนอื่นอาจไม่เห็นพ้อง. ดังนั้น การตีความต้องยืดหยุ่น.
2. การมองข้ามต้นทุนแฝงที่จับต้องไม่ได้:
คนมักโฟกัสต้นทุนเงินที่จ่ายตรงๆ แต่ลืมเวลาที่เสีย โอกาสที่พลาด หรือความสุขที่หายไป. รวม implicit costs เหล่านี้เข้าไป จะเห็นภาพเต็ม.
3. การประเมินมูลค่าทางเลือกที่ดีที่สุดเพียงทางเดียว:
คิดแค่ทางเลือกที่ดีที่สุดที่ถูกทิ้ง ถ้านำตัวแย่ๆ มาผสม จะคลาดเคลื่อน. อย่าทำให้ซับซ้อนเกิน.
4. การเปลี่ยนแปลงของมูลค่าตามเวลา:
คุณค่าอาจผันผวนตามเวลา. การตัดสินใจวันนี้ต้องมองอนาคตที่อาจเปลี่ยน.
ถ้าจับจุดเหล่านี้ได้ การตัดสินใจจะรอบคอบและมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม.
ค่าเสียโอกาส คืออะไร และสำคัญต่อการตัดสินใจในชีวิตประจำวันของเราอย่างไร?
ค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost) คือ มูลค่าของทางเลือกที่ดีที่สุดที่ต้องสูญเสียไปเมื่อเราตัดสินใจเลือกสิ่งใดสิ่งหนึ่ง. มันสำคัญต่อการตัดสินใจในชีวิตประจำวัน เพราะช่วยให้เราตระหนักถึงต้นทุนที่แท้จริงของการเลือกแต่ละครั้ง ไม่ใช่แค่ต้นทุนทางการเงิน แต่รวมถึงเวลา โอกาส และประโยชน์อื่นๆ ที่เราอาจพลาดไป. การเข้าใจค่าเสียโอกาสช่วยให้เราจัดลำดับความสำคัญและตัดสินใจได้อย่างมีเหตุผลมากขึ้น เช่น การเลือกใช้เวลาว่างไปกับการทำงานแทนการพักผ่อน ก็มีค่าเสียโอกาสคือการสูญเสียเวลาพักผ่อนและความสุขที่อาจได้รับ.
เราจะคำนวณค่าเสียโอกาส จากการเลือกทำงานสองอย่างในเวลาเดียวกันได้อย่างไร?
หากคุณต้องเลือกระหว่างงานสองอย่างที่มีค่าตอบแทนและลักษณะงานต่างกัน ในเวลาเดียวกัน คุณสามารถคำนวณค่าเสียโอกาสได้ดังนี้:
- ประเมินมูลค่าของแต่ละงาน: พิจารณาทั้งผลตอบแทนทางการเงิน โอกาสในการเรียนรู้ ประสบการณ์ หรือความพึงพอใจที่ได้รับจากแต่ละงาน.
- ระบุงานที่ดีที่สุด: เลือกว่างานใดให้ “มูลค่ารวม” สูงที่สุด.
- คำนวณค่าเสียโอกาส: ค่าเสียโอกาสของการเลือกทำงานหนึ่ง คือ “มูลค่ารวม” ของงานอีกอย่างหนึ่งที่คุณไม่ได้เลือก.
ตัวอย่าง: หากคุณมีสองทางเลือก คือ งาน A ให้เงินเดือน 30,000 บาท มีโอกาสเรียนรู้ทักษะใหม่ แต่คุณไม่ชอบเนื้องานมากนัก ส่วนงาน B ให้เงินเดือน 25,000 บาท แต่เป็นงานที่คุณรักและมีความสุขมาก หากคุณให้ความสำคัญกับความสุขและเนื้องานมากกว่าเงินเดือนเล็กน้อย คุณอาจเลือกงาน B และค่าเสียโอกาสของการเลือกงาน B คือมูลค่ารวมของงาน A (เงินเดือน 30,000 บาท + โอกาสเรียนรู้ทักษะใหม่ – ความไม่สุขจากเนื้องาน).
ยกตัวอย่างค่าเสียโอกาสในการลงทุน ที่เห็นภาพชัดเจนให้หน่อย
สมมติว่าคุณมีเงิน 100,000 บาท และมีทางเลือกลงทุน 2 ทาง:
- ทางเลือกที่ 1: ฝากเงินในบัญชีออมทรัพย์ที่ให้ดอกเบี้ย 2% ต่อปี.
- ทางเลือกที่ 2: ลงทุนในหุ้นของบริษัท ก. ที่คาดว่าจะให้ผลตอบแทน 10% ต่อปี.
หากคุณตัดสินใจเลือก ทางเลือกที่ 1 (ฝากเงิน):
- ผลตอบแทนที่ได้รับ: 100,000 บาท x 2% = 2,000 บาทต่อปี.
- ค่าเสียโอกาส: คือผลตอบแทนที่คุณพลาดจากการไม่ได้ลงทุนในหุ้นของบริษัท ก. ซึ่งเท่ากับ 100,000 บาท x 10% = 10,000 บาทต่อปี.
ดังนั้น ค่าเสียโอกาสของการฝากเงิน 100,000 บาท คือ 10,000 บาทต่อปี ซึ่งเป็นผลตอบแทนที่สูงกว่าที่คุณจะได้รับจากการฝากเงิน.
ค่าเสียโอกาส กับต้นทุนจม (Sunk Cost) แตกต่างกันอย่างไร?
ค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost) คือ มูลค่าของทางเลือกที่ดีที่สุดที่ต้องสูญเสียไปเมื่อเราตัดสินใจเลือกสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เป็นการมองไปข้างหน้าเพื่อประเมินต้นทุนแฝงของการตัดสินใจในอนาคต.
ต้นทุนจม (Sunk Cost) คือ ต้นทุนที่เกิดขึ้นไปแล้วและไม่สามารถเรียกคืนได้ ไม่ว่าจะตัดสินใจอย่างไรในอนาคต เป็นการมองย้อนกลับไปยังอดีต.
ความแตกต่างที่สำคัญ:
- การมอง: ค่าเสียโอกาสมองไปข้างหน้า (Future-oriented) ส่วนต้นทุนจมมองย้อนอดีต (Past-oriented).
- การตัดสินใจ: การตัดสินใจในอนาคตควรพิจารณาค่าเสียโอกาส แต่ไม่ควรนำต้นทุนจมมาเป็นปัจจัยในการตัดสินใจ เพราะต้นทุนจมได้เกิดขึ้นแล้วและไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้.
ตัวอย่าง: คุณซื้อตั๋วคอนเสิร์ตราคา 1,000 บาท แต่พอถึงวันคอนเสิร์ต คุณไม่สบายและไม่อยากไป การตัดสินใจว่าจะไปหรือไม่ไป ไม่ควรนำราคาตั๋ว 1,000 บาท (ต้นทุนจม) มาพิจารณา แต่ควรมองที่ค่าเสียโอกาสของการไปคอนเสิร์ต (เช่น สุขภาพที่แย่ลง) กับการไม่ไป (เช่น ได้พักผ่อน).
ถ้าตัดสินใจไม่ทำอะไรเลย จะมีค่าเสียโอกาสเกิดขึ้นหรือไม่?
ใช่ครับ การตัดสินใจไม่ทำอะไรเลยก็สามารถทำให้เกิดค่าเสียโอกาสได้.
แม้ว่าการ “ไม่ทำอะไรเลย” อาจดูเหมือนไม่มีต้นทุนใดๆ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ทุกการตัดสินใจ (หรือไม่ตัดสินใจ) ย่อมมีการสละทางเลือกอื่นเสมอ.
ตัวอย่าง:
- หากคุณมีเวลาว่างในวันหยุด และตัดสินใจ “ไม่ทำอะไรเลย” นอนอยู่บ้านเฉยๆ ค่าเสียโอกาสอาจจะเป็น:
- โอกาสในการไปออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่ดีขึ้น.
- โอกาสในการไปท่องเที่ยวเพื่อพักผ่อนและหาประสบการณ์ใหม่ๆ.
- โอกาสในการทำงานเสริมเพื่อเพิ่มรายได้.
- โอกาสในการเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ.
- หากคุณเป็นเจ้าของธุรกิจ และตัดสินใจ “ไม่ลงทุนขยายกิจการ” ในขณะที่คู่แข่งกำลังขยายตัว ค่าเสียโอกาสอาจจะเป็น:
- ส่วนแบ่งทางการตลาดที่เสียไป.
- การเติบโตของรายได้และกำไรที่พลาดไป.
- การเสียโอกาสในการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน.
ดังนั้น การ “ไม่ทำอะไรเลย” ก็คือการเลือกทางเลือกหนึ่ง ซึ่งทางเลือกนั้นคือการสละโอกาสที่จะได้รับประโยชน์จากทางเลือกอื่นๆ ที่ดีที่สุดไป.
ค่าเสียโอกาส เกี่ยวข้องกับหลักเศรษฐศาสตร์ “ทรัพยากรมีจำกัด” อย่างไร?
ค่าเสียโอกาสมีความเชื่อมโยงโดยตรงและเป็นผลลัพธ์ที่สำคัญของหลักเศรษฐศาสตร์ที่ว่า “ทรัพยากรมีจำกัด” (Scarcity).
เนื่องจากทรัพยากรในโลกนี้ (เช่น เงิน เวลา แรงงาน วัตถุดิบ) มีจำกัด เราจึงไม่สามารถตอบสนองความต้องการทั้งหมดของเราได้ เมื่อเราต้องเลือกว่าจะนำทรัพยากรที่มีจำกัดนั้นไปใช้กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง การเลือกนั้นย่อมหมายถึงการที่เราต้องละทิ้งการนำทรัพยากรเดียวกันนั้นไปใช้กับทางเลือกอื่น.
กล่าวคือ:
- ความจำกัดของทรัพยากร บังคับให้เราต้องตัดสินใจเลือก.
- การตัดสินใจเลือก นำไปสู่การสละทางเลือกอื่น.
- มูลค่าของทางเลือกที่ถูกสละไป นั่นก็คือค่าเสียโอกาส.
หากทรัพยากรไม่มีจำกัด เราก็ไม่จำเป็นต้องเลือก และย่อมไม่มีค่าเสียโอกาสเกิดขึ้น.
การประเมินค่าเสียโอกาส ควรพิจารณาปัจจัยอะไรบ้าง?
การประเมินค่าเสียโอกาสที่มีประสิทธิภาพ ควรพิจารณาปัจจัยต่างๆ ดังนี้:
- มูลค่าทางการเงิน: พิจารณาต้นทุนที่ต้องจ่ายออกไปโดยตรง (Explicit Costs) และรายได้หรือผลกำไรที่คาดว่าจะได้รับจากแต่ละทางเลือก.
- มูลค่าที่ไม่ใช่ตัวเงิน:
- เวลา: เวลาที่ใช้ไปกับทางเลือกหนึ่ง คือเวลาที่เราไม่สามารถนำไปใช้กับทางเลือกอื่นได้.
- ความพึงพอใจและความสุข: คุณค่าทางจิตใจ ประสบการณ์ หรือความสุขที่ได้รับจากการเลือกทางเลือกหนึ่ง.
- การเรียนรู้และพัฒนา: โอกาสในการเพิ่มพูนความรู้ ทักษะ หรือประสบการณ์ที่จะเป็นประโยชน์ในอนาคต.
- ความสัมพันธ์: ผลกระทบต่อความสัมพันธ์กับบุคคลอื่น.
- สุขภาพ: ผลกระทบต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิต.
- ความเสี่ยง: ประเมินระดับความไม่แน่นอนและความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับแต่ละทางเลือก.
- เป้าหมายและคุณค่าส่วนบุคคล/องค์กร: ทางเลือกที่ประเมินควรสอดคล้องกับเป้าหมายระยะสั้นและระยะยาว รวมถึงคุณค่าหลักที่ยึดถือ.
- ระยะเวลา: พิจารณาว่าผลประโยชน์หรือต้นทุนจะเกิดขึ้นเมื่อใด และมีมูลค่าเท่าใดเมื่อคิดถึงมูลค่าปัจจุบัน (Present Value).
การพิจารณาปัจจัยเหล่านี้อย่างรอบด้าน จะช่วยให้การประเมินค่าเสียโอกาสมีความสมบูรณ์และนำไปสู่การตัดสินใจที่ดีขึ้น.
ค่าเสียโอกาส ในมุมมองของธุรกิจขนาดเล็กคืออะไร และมีผลต่อการบริหารอย่างไร?
สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก ค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost) หมายถึง มูลค่าของโอกาสที่ดีที่สุดที่ธุรกิจต้องสละไปเมื่อตัดสินใจเลือกใช้ทรัพยากรที่มีจำกัด (เช่น เงินทุน เวลา แรงงาน) ไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง.
ผลกระทบต่อการบริหาร:
- การจัดสรรทรัพยากร: ธุรกิจขนาดเล็กมักมีทรัพยากรจำกัด การเข้าใจค่าเสียโอกาสช่วยให้ผู้บริหารตัดสินใจได้ดีขึ้นว่าจะนำเงินทุนไปลงทุนในสินค้า/บริการใด จะใช้เวลาในการพัฒนาส่วนใด หรือจะจ้างพนักงานเพิ่มในตำแหน่งไหน โดยพิจารณาว่าทางเลือกใดจะให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าที่สุด.
- การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์: เช่น การตัดสินใจว่าจะขยายสายผลิตภัณฑ์ใหม่ หรือจะปรับปรุงสินค้าเดิมให้ดีขึ้น ค่าเสียโอกาสจะช่วยประเมินว่าการเลือกทางใดทางหนึ่งจะทำให้พลาดโอกาสอะไรไป.
- การบริหารต้นทุน: ไม่ใช่แค่ต้นทุนทางการเงิน แต่รวมถึงต้นทุนทางเวลาและโอกาสที่เสียไป.
- การวัดผลสำเร็จ: การพิจารณาค่าเสียโอกาสช่วยให้ผู้บริหารประเมินผลการดำเนินงานได้ครบถ้วนมากขึ้น ไม่ใช่แค่ดูจากกำไรที่ได้ แต่รวมถึงผลตอบแทนที่ควรจะได้รับหากเลือกทางเลือกที่ดีที่สุด.
ตัวอย่าง: เจ้าของร้านอาหารขนาดเล็กมีเงินก้อนหนึ่ง หากนำไปซื้อเครื่องทำกาแฟสด อาจสร้างรายได้เพิ่มจากการขายกาแฟ แต่ก็ต้องเสียโอกาสในการนำเงินก้อนนั้นไปปรับปรุงหน้าร้านให้สวยงามขึ้น ซึ่งอาจดึงดูดลูกค้าได้มากขึ้นเช่นกัน ผู้บริหารต้องประเมินว่าการเพิ่มรายได้จากกาแฟ หรือการเพิ่มจำนวนลูกค้าจากการปรับปรุงร้าน ทางเลือกใดให้ “มูลค่า” ที่มากกว่ากัน.