66, Broklyn St, New York, USA
Turning big ideas into great services!

ค่าเสียโอกาส คือ: เข้าใจแนวคิดสำคัญทางเศรษฐศาสตร์ พร้อมตัวอย่างฉบับคนไทย

Home / เริ่มต้นเทรด / ค่า...

meetcinco_com | 29 11 月

ค่าเสียโอกาส คือ: เข้าใจแนวคิดสำคัญทางเศรษฐศาสตร์ พร้อมตัวอย่างฉบับคนไทย

ค่าเสียโอกาส คืออะไร? นิยามที่ต้องรู้

illustration of a person standing at a crossroads choosing between two paths one paved with gold coins and the other leading to a shining knowledge tree bathed in warm sunlight

ค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost) ถือเป็นแนวคิดพื้นฐานในเศรษฐศาสตร์ที่ช่วยให้เรามองเห็นภาพรวมของการเลือกทาง. ลองนึกภาพดูสิ เมื่อคุณตัดสินใจเลือกทำอะไรสักอย่าง มันหมายถึงการปล่อยวางโอกาสอื่นที่อาจให้ผลดีไม่แพ้กัน. มูลค่าของทางเลือกนั้นที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังนี่แหละ ที่เราเรียกว่าค่าเสียโอกาส. แนวคิดนี้เตือนใจเราว่า ทุกการตัดสินใจล้วนมีราคาที่ต้องจ่าย แม้จะไม่ใช่เงินสดที่แลกมือตรงๆ ก็ตาม.

ทรัพยากรในโลกนี้มีขีดจำกัด ไม่ว่าจะเป็นเงิน เวลา แรงงาน หรือที่ดิน. พอเราเอาไปใช้กับทางใดทางหนึ่ง ก็เท่ากับปิดประตูทางอื่นโดยอัตโนมัติ. นี่คือเหตุผลที่การชั่งน้ำหนักค่าเสียโอกาสกลายเป็นกุญแจสำคัญในการตัดสินใจอย่างชาญฉลาด. มันช่วยให้เราจัดสรรสิ่งที่มีอยู่อย่างคุ้มค่า สร้างประสิทธิภาพสูงสุดจากของที่จำกัดเหล่านี้.

ทำไม “ค่าเสียโอกาส” ถึงสำคัญ?

illustration of a small coffee shop owner thoughtfully deciding between investing in a new espresso machine or renovating the storefront with vibrant colors and comfortable seating

ค่าเสียโอกาสเปรียบเสมือนแว่นตาที่ช่วยให้เรามองเห็นต้นทุนที่ซ่อนอยู่ ชัดเจนยิ่งกว่าตัวเลขเงินในกระเป๋า. ไม่ว่าจะเป็นการตัดสินใจส่วนตัวหรือระดับองค์กร มันผลักดันให้เราคิดรอบด้าน ก่อนก้าวไปข้างหน้า.

ลองคิดถึงชีวิตประจำวันของคุณดู. ถ้าคุณเลือกนั่งพักผ่อนในวันหยุด แทนที่จะฝึกทักษะใหม่ ค่าเสียโอกาสอาจคือรายได้ที่เพิ่มขึ้นหรือโอกาสก้าวหน้าในอาชีพ. แต่ถ้าเลือกทำงานโอที ก็อาจพลาดเวลากับครอบครัว หรือช่วงเวลาที่เติมเต็มความสุขส่วนตัว. การตระหนักถึงเรื่องนี้ช่วยจัดลำดับชีวิตให้สมดุลมากขึ้น.

ในแวดวงธุรกิจ การคำนวณค่าเสียโอกาสยิ่งขาดไม่ได้สำหรับกลยุทธ์ระยะยาว. เวลาลงทุนในโครงการใด ก็ต้องชั่งน้ำหนักกับผลตอบแทนจากตัวเลือกอื่นที่ถูกเลิก. เช่น การเลือกผลิตสินค้าชนิดหนึ่ง แทนอีกชนิด ต้องดูจากกำไรที่แตกต่าง. เข้าใจตรงนี้ แล้วการตัดสินใจจะช่วยลดต้นทุนที่มองไม่เห็น เพิ่มกำไรให้องค์กรเติบโตอย่างยั่งยืน.

วิธีคิดและคำนวณ “ค่าเสียโอกาส” คืออย่างไร?

illustration of a businessman looking at two investment charts one showing steady but low returns a savings account and the other showing high potential but volatile returns a stock market graph

การหาค่าเสียโอกาสไม่ได้ยุ่งยากอย่างที่หลายคนคิด. สิ่งที่ต้องทำคือจดรายการทางเลือกทั้งหมด แล้วประเมินคุณค่าของแต่ละตัว. จากนั้น เลือกทางที่ดีที่สุดที่ไม่ได้เลือกมาเป็นตัววัด.

สูตรหลักๆ ก็คือ ค่าเสียโอกาส = มูลค่าของทางเลือกที่ดีที่สุดที่ถูกปฏิเสธ.

ขั้นตอนง่ายๆ มีดังนี้:

  1. ระบุทางเลือกทั้งหมด: จดทุกตัวเลือกที่เป็นไปได้ในสถานการณ์นั้น.
  2. ประเมินมูลค่าของแต่ละทางเลือก: คิดถึงประโยชน์ที่คาดหวัง ไม่ว่าจะเป็นเงิน ประโยชน์ใช้งาน เวลา หรือความสุข.
  3. เลือกทางเลือกที่ดีที่สุด: ดูว่าตัวไหนให้คุณค่าสูงสุด.
  4. ระบุทางเลือกที่ถูกปฏิเสธ: ตัวที่ดีรองลงมา หรือตัวอื่นที่ไม่ได้เลือก.
  5. คำนวณค่าเสียโอกาส: นำมูลค่าของตัวที่ดีที่สุดที่ถูกทิ้งมาคำนวณ.

อย่าลืมมองกว้างๆ นะ ไม่ใช่แค่ตัวเงิน แต่รวมประโยชน์อื่นที่อาจตามมา. มันทำให้การตัดสินใจแม่นยำยิ่งขึ้น.

ตัวอย่าง “ค่าเสียโอกาส” ในชีวิตประจำวันและธุรกิจ มีอะไรบ้าง?

เพื่อให้เห็นภาพชัด มาดูตัวอย่างจริงๆ กัน. มันจะช่วยเชื่อมโยงแนวคิดนี้เข้ากับสถานการณ์ที่คุณอาจเจอ.

ตัวอย่างที่ 1: การตัดสินใจของบุคคล

สมมติเย็นวันเสาร์ คุณมีเวลา 3 ชั่วโมงว่าง. ทางเลือกมีสามแบบ:

  • ทางเลือก A: ไปดูหนังโปรดที่โรง (ค่าใช้จ่ายราว 300 บาท ใช้เวลา 3 ชม.)
  • ทางเลือก B: เรียนคอร์สออนไลน์การตลาดดิจิทัล (ฟรี แต่ช่วยงานอนาคต)
  • ทางเลือก C: ทานข้าวเย็นกับครอบครัว (ค่าใช้จ่าย 500 บาท ได้ความสุขจากเวลาร่วมกัน)

ถ้าคุณเลือก ทางเลือก A (ดูหนัง) สิ่งที่เสียไปคือ:

  • ค่าเสียโอกาส (จากทางเลือก B): โอกาสฝึกทักษะใหม่ที่ช่วยอาชีพ.
  • ค่าเสียโอกาส (จากทางเลือก C): ความสุขกับครอบครัว บวกค่าใช้จ่าย 500 บาท.

สรุป ค่าเสียโอกาสของการดูหนังไม่ใช่แค่ 300 บาท แต่รวมมูลค่าความสุขและโอกาสเรียนรู้ด้วย. มันทำให้คุณคิดหนักก่อนเลือก.

ตัวอย่างที่ 2: การตัดสินใจของธุรกิจ

ร้านกาแฟมีวัตถุดิบพอผลิตสองเมนูหลัก: ลาเต้ กับคาปูชิโน่. สมมติ:

  • การผลิตลาเต้: ต้นทุนต่อแก้ว 30 บาท ขาย 60 บาท กำไร 30 บาท.
  • การผลิตคาปูชิโน่: ต้นทุน 25 บาท ขาย 65 บาท กำไร 40 บาท.

ถ้าผลิตลาเต้ 100 แก้วทั้งวัน (พอผลิตคาปูชิโน่ได้เท่ากัน):

  • กำไรจากลาเต้: 100 x 30 = 3,000 บาท.
  • ค่าเสียโอกาส: กำไรจากคาปูชิโน่ที่พลาด 100 x 40 = 4,000 บาท.

เห็นไหม แม้ได้ 3,000 บาท แต่จริงๆ แล้วเสียโอกาส 4,000 บาท. ถ้าเลือกคาปูชิโน่ กำไรจะสูงกว่า.

ตัวอย่างที่ 3: การตัดสินใจด้านการลงทุน

คุณมีเงินเก็บ 100,000 บาท ทางเลือกคือ:

  • ทางเลือก A: ฝากออมทรัพย์ ดอกเบี้ย 2% ต่อปี.
  • ทางเลือก B: ลงทุนกองทุนรวม คาดผลตอบแทน 8% ต่อปี.

ถ้าเลือก ทางเลือก A (ฝากเงิน):

  • ผลตอบแทน: 100,000 x 2% = 2,000 บาทต่อปี.
  • ค่าเสียโอกาส: ผลตอบแทนจากกองทุน 100,000 x 8% = 8,000 บาทต่อปี.

ดังนั้น ค่าเสียโอกาสของการฝากคือ 8,000 บาทต่อปี. มันชัดเจนว่าทางเลือก B อาจคุ้มกว่า ถ้าคุณยอมรับความเสี่ยง.

“ค่าเสียโอกาส” เกี่ยวข้องกับแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์อื่นๆ อย่างไร?

ค่าเสียโอกาสไม่ได้อยู่อย่างโดดเดี่ยว มันผสานกับหลักเศรษฐศาสตร์อื่นๆ ทำให้ภาพรวมชัดเจนยิ่งขึ้น.

ค่าเสียโอกาสกับอรรถประโยชน์ส่วนเพิ่ม (Marginal Utility):

อรรถประโยชน์ส่วนเพิ่มคือความสุขที่ได้เพิ่มจากหน่วยสุดท้ายของสินค้าหรือบริการ. ตามกฎที่ว่ายิ่งบริโภคมาก ยิ่งลดลง. เมื่อถึงจุดที่คุณเลือกสินค้าอื่น ค่าเสียโอกาสคืออรรถประโยชน์ที่ลดลงจากตัวเดิมที่สละไป. มันช่วยอธิบายว่าทำไมเราถึงหยุดบริโภคบางอย่าง.

ค่าเสียโอกาสกับเส้นพรมแดนการผลิต (Production Possibility Frontier – PPF):

PPF คือกราฟที่แสดงการผลิตสูงสุดของสินค้าสองชนิด ด้วยทรัพยากรจำกัด. ความชันของเส้นบอกค่าเสียโอกาสในการผลิตสินค้าหนึ่งแทนอีกชนิด. ถ้าเส้นโค้งออก ค่าเสียโอกาสจะเพิ่มขึ้นเมื่อผลิตมากขึ้น เพราะต้องดึงทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพจากอีกฝั่ง. แนวคิดนี้ใช้ได้ทั้งระดับบุคคลและเศรษฐกิจใหญ่.

ข้อควรระวังในการพิจารณา “ค่าเสียโอกาส” มีอะไรบ้าง?

ค่าเสียโอกาสมีประโยชน์ แต่การใช้ให้ถูกต้องต้องระวังหลายจุด เพื่อให้การประเมินแม่นยำ.

1. ความเป็นอัตวิสัย (Subjectivity):

มูลค่าของทางเลือกขึ้นกับมุมมองส่วนตัว. สิ่งที่คุณเห็นว่าคุ้ม คนอื่นอาจไม่เห็นพ้อง. ดังนั้น การตีความต้องยืดหยุ่น.

2. การมองข้ามต้นทุนแฝงที่จับต้องไม่ได้:

คนมักโฟกัสต้นทุนเงินที่จ่ายตรงๆ แต่ลืมเวลาที่เสีย โอกาสที่พลาด หรือความสุขที่หายไป. รวม implicit costs เหล่านี้เข้าไป จะเห็นภาพเต็ม.

3. การประเมินมูลค่าทางเลือกที่ดีที่สุดเพียงทางเดียว:

คิดแค่ทางเลือกที่ดีที่สุดที่ถูกทิ้ง ถ้านำตัวแย่ๆ มาผสม จะคลาดเคลื่อน. อย่าทำให้ซับซ้อนเกิน.

4. การเปลี่ยนแปลงของมูลค่าตามเวลา:

คุณค่าอาจผันผวนตามเวลา. การตัดสินใจวันนี้ต้องมองอนาคตที่อาจเปลี่ยน.

ถ้าจับจุดเหล่านี้ได้ การตัดสินใจจะรอบคอบและมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม.

ค่าเสียโอกาส คืออะไร และสำคัญต่อการตัดสินใจในชีวิตประจำวันของเราอย่างไร?

ค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost) คือ มูลค่าของทางเลือกที่ดีที่สุดที่ต้องสูญเสียไปเมื่อเราตัดสินใจเลือกสิ่งใดสิ่งหนึ่ง. มันสำคัญต่อการตัดสินใจในชีวิตประจำวัน เพราะช่วยให้เราตระหนักถึงต้นทุนที่แท้จริงของการเลือกแต่ละครั้ง ไม่ใช่แค่ต้นทุนทางการเงิน แต่รวมถึงเวลา โอกาส และประโยชน์อื่นๆ ที่เราอาจพลาดไป. การเข้าใจค่าเสียโอกาสช่วยให้เราจัดลำดับความสำคัญและตัดสินใจได้อย่างมีเหตุผลมากขึ้น เช่น การเลือกใช้เวลาว่างไปกับการทำงานแทนการพักผ่อน ก็มีค่าเสียโอกาสคือการสูญเสียเวลาพักผ่อนและความสุขที่อาจได้รับ.

เราจะคำนวณค่าเสียโอกาส จากการเลือกทำงานสองอย่างในเวลาเดียวกันได้อย่างไร?

หากคุณต้องเลือกระหว่างงานสองอย่างที่มีค่าตอบแทนและลักษณะงานต่างกัน ในเวลาเดียวกัน คุณสามารถคำนวณค่าเสียโอกาสได้ดังนี้:

  1. ประเมินมูลค่าของแต่ละงาน: พิจารณาทั้งผลตอบแทนทางการเงิน โอกาสในการเรียนรู้ ประสบการณ์ หรือความพึงพอใจที่ได้รับจากแต่ละงาน.
  2. ระบุงานที่ดีที่สุด: เลือกว่างานใดให้ “มูลค่ารวม” สูงที่สุด.
  3. คำนวณค่าเสียโอกาส: ค่าเสียโอกาสของการเลือกทำงานหนึ่ง คือ “มูลค่ารวม” ของงานอีกอย่างหนึ่งที่คุณไม่ได้เลือก.

ตัวอย่าง: หากคุณมีสองทางเลือก คือ งาน A ให้เงินเดือน 30,000 บาท มีโอกาสเรียนรู้ทักษะใหม่ แต่คุณไม่ชอบเนื้องานมากนัก ส่วนงาน B ให้เงินเดือน 25,000 บาท แต่เป็นงานที่คุณรักและมีความสุขมาก หากคุณให้ความสำคัญกับความสุขและเนื้องานมากกว่าเงินเดือนเล็กน้อย คุณอาจเลือกงาน B และค่าเสียโอกาสของการเลือกงาน B คือมูลค่ารวมของงาน A (เงินเดือน 30,000 บาท + โอกาสเรียนรู้ทักษะใหม่ – ความไม่สุขจากเนื้องาน).

ยกตัวอย่างค่าเสียโอกาสในการลงทุน ที่เห็นภาพชัดเจนให้หน่อย

สมมติว่าคุณมีเงิน 100,000 บาท และมีทางเลือกลงทุน 2 ทาง:

  • ทางเลือกที่ 1: ฝากเงินในบัญชีออมทรัพย์ที่ให้ดอกเบี้ย 2% ต่อปี.
  • ทางเลือกที่ 2: ลงทุนในหุ้นของบริษัท ก. ที่คาดว่าจะให้ผลตอบแทน 10% ต่อปี.

หากคุณตัดสินใจเลือก ทางเลือกที่ 1 (ฝากเงิน):

  • ผลตอบแทนที่ได้รับ: 100,000 บาท x 2% = 2,000 บาทต่อปี.
  • ค่าเสียโอกาส: คือผลตอบแทนที่คุณพลาดจากการไม่ได้ลงทุนในหุ้นของบริษัท ก. ซึ่งเท่ากับ 100,000 บาท x 10% = 10,000 บาทต่อปี.

ดังนั้น ค่าเสียโอกาสของการฝากเงิน 100,000 บาท คือ 10,000 บาทต่อปี ซึ่งเป็นผลตอบแทนที่สูงกว่าที่คุณจะได้รับจากการฝากเงิน.

ค่าเสียโอกาส กับต้นทุนจม (Sunk Cost) แตกต่างกันอย่างไร?

ค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost) คือ มูลค่าของทางเลือกที่ดีที่สุดที่ต้องสูญเสียไปเมื่อเราตัดสินใจเลือกสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เป็นการมองไปข้างหน้าเพื่อประเมินต้นทุนแฝงของการตัดสินใจในอนาคต.

ต้นทุนจม (Sunk Cost) คือ ต้นทุนที่เกิดขึ้นไปแล้วและไม่สามารถเรียกคืนได้ ไม่ว่าจะตัดสินใจอย่างไรในอนาคต เป็นการมองย้อนกลับไปยังอดีต.

ความแตกต่างที่สำคัญ:

  • การมอง: ค่าเสียโอกาสมองไปข้างหน้า (Future-oriented) ส่วนต้นทุนจมมองย้อนอดีต (Past-oriented).
  • การตัดสินใจ: การตัดสินใจในอนาคตควรพิจารณาค่าเสียโอกาส แต่ไม่ควรนำต้นทุนจมมาเป็นปัจจัยในการตัดสินใจ เพราะต้นทุนจมได้เกิดขึ้นแล้วและไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้.

ตัวอย่าง: คุณซื้อตั๋วคอนเสิร์ตราคา 1,000 บาท แต่พอถึงวันคอนเสิร์ต คุณไม่สบายและไม่อยากไป การตัดสินใจว่าจะไปหรือไม่ไป ไม่ควรนำราคาตั๋ว 1,000 บาท (ต้นทุนจม) มาพิจารณา แต่ควรมองที่ค่าเสียโอกาสของการไปคอนเสิร์ต (เช่น สุขภาพที่แย่ลง) กับการไม่ไป (เช่น ได้พักผ่อน).

ถ้าตัดสินใจไม่ทำอะไรเลย จะมีค่าเสียโอกาสเกิดขึ้นหรือไม่?

ใช่ครับ การตัดสินใจไม่ทำอะไรเลยก็สามารถทำให้เกิดค่าเสียโอกาสได้.

แม้ว่าการ “ไม่ทำอะไรเลย” อาจดูเหมือนไม่มีต้นทุนใดๆ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ทุกการตัดสินใจ (หรือไม่ตัดสินใจ) ย่อมมีการสละทางเลือกอื่นเสมอ.

ตัวอย่าง:

  • หากคุณมีเวลาว่างในวันหยุด และตัดสินใจ “ไม่ทำอะไรเลย” นอนอยู่บ้านเฉยๆ ค่าเสียโอกาสอาจจะเป็น:
    • โอกาสในการไปออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่ดีขึ้น.
    • โอกาสในการไปท่องเที่ยวเพื่อพักผ่อนและหาประสบการณ์ใหม่ๆ.
    • โอกาสในการทำงานเสริมเพื่อเพิ่มรายได้.
    • โอกาสในการเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ.
  • หากคุณเป็นเจ้าของธุรกิจ และตัดสินใจ “ไม่ลงทุนขยายกิจการ” ในขณะที่คู่แข่งกำลังขยายตัว ค่าเสียโอกาสอาจจะเป็น:
    • ส่วนแบ่งทางการตลาดที่เสียไป.
    • การเติบโตของรายได้และกำไรที่พลาดไป.
    • การเสียโอกาสในการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน.

ดังนั้น การ “ไม่ทำอะไรเลย” ก็คือการเลือกทางเลือกหนึ่ง ซึ่งทางเลือกนั้นคือการสละโอกาสที่จะได้รับประโยชน์จากทางเลือกอื่นๆ ที่ดีที่สุดไป.

ค่าเสียโอกาส เกี่ยวข้องกับหลักเศรษฐศาสตร์ “ทรัพยากรมีจำกัด” อย่างไร?

ค่าเสียโอกาสมีความเชื่อมโยงโดยตรงและเป็นผลลัพธ์ที่สำคัญของหลักเศรษฐศาสตร์ที่ว่า “ทรัพยากรมีจำกัด” (Scarcity).

เนื่องจากทรัพยากรในโลกนี้ (เช่น เงิน เวลา แรงงาน วัตถุดิบ) มีจำกัด เราจึงไม่สามารถตอบสนองความต้องการทั้งหมดของเราได้ เมื่อเราต้องเลือกว่าจะนำทรัพยากรที่มีจำกัดนั้นไปใช้กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง การเลือกนั้นย่อมหมายถึงการที่เราต้องละทิ้งการนำทรัพยากรเดียวกันนั้นไปใช้กับทางเลือกอื่น.

กล่าวคือ:

  • ความจำกัดของทรัพยากร บังคับให้เราต้องตัดสินใจเลือก.
  • การตัดสินใจเลือก นำไปสู่การสละทางเลือกอื่น.
  • มูลค่าของทางเลือกที่ถูกสละไป นั่นก็คือค่าเสียโอกาส.

หากทรัพยากรไม่มีจำกัด เราก็ไม่จำเป็นต้องเลือก และย่อมไม่มีค่าเสียโอกาสเกิดขึ้น.

การประเมินค่าเสียโอกาส ควรพิจารณาปัจจัยอะไรบ้าง?

การประเมินค่าเสียโอกาสที่มีประสิทธิภาพ ควรพิจารณาปัจจัยต่างๆ ดังนี้:

  1. มูลค่าทางการเงิน: พิจารณาต้นทุนที่ต้องจ่ายออกไปโดยตรง (Explicit Costs) และรายได้หรือผลกำไรที่คาดว่าจะได้รับจากแต่ละทางเลือก.
  2. มูลค่าที่ไม่ใช่ตัวเงิน:
    • เวลา: เวลาที่ใช้ไปกับทางเลือกหนึ่ง คือเวลาที่เราไม่สามารถนำไปใช้กับทางเลือกอื่นได้.
    • ความพึงพอใจและความสุข: คุณค่าทางจิตใจ ประสบการณ์ หรือความสุขที่ได้รับจากการเลือกทางเลือกหนึ่ง.
    • การเรียนรู้และพัฒนา: โอกาสในการเพิ่มพูนความรู้ ทักษะ หรือประสบการณ์ที่จะเป็นประโยชน์ในอนาคต.
    • ความสัมพันธ์: ผลกระทบต่อความสัมพันธ์กับบุคคลอื่น.
    • สุขภาพ: ผลกระทบต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิต.
  3. ความเสี่ยง: ประเมินระดับความไม่แน่นอนและความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับแต่ละทางเลือก.
  4. เป้าหมายและคุณค่าส่วนบุคคล/องค์กร: ทางเลือกที่ประเมินควรสอดคล้องกับเป้าหมายระยะสั้นและระยะยาว รวมถึงคุณค่าหลักที่ยึดถือ.
  5. ระยะเวลา: พิจารณาว่าผลประโยชน์หรือต้นทุนจะเกิดขึ้นเมื่อใด และมีมูลค่าเท่าใดเมื่อคิดถึงมูลค่าปัจจุบัน (Present Value).

การพิจารณาปัจจัยเหล่านี้อย่างรอบด้าน จะช่วยให้การประเมินค่าเสียโอกาสมีความสมบูรณ์และนำไปสู่การตัดสินใจที่ดีขึ้น.

ค่าเสียโอกาส ในมุมมองของธุรกิจขนาดเล็กคืออะไร และมีผลต่อการบริหารอย่างไร?

สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก ค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost) หมายถึง มูลค่าของโอกาสที่ดีที่สุดที่ธุรกิจต้องสละไปเมื่อตัดสินใจเลือกใช้ทรัพยากรที่มีจำกัด (เช่น เงินทุน เวลา แรงงาน) ไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง.

ผลกระทบต่อการบริหาร:

  • การจัดสรรทรัพยากร: ธุรกิจขนาดเล็กมักมีทรัพยากรจำกัด การเข้าใจค่าเสียโอกาสช่วยให้ผู้บริหารตัดสินใจได้ดีขึ้นว่าจะนำเงินทุนไปลงทุนในสินค้า/บริการใด จะใช้เวลาในการพัฒนาส่วนใด หรือจะจ้างพนักงานเพิ่มในตำแหน่งไหน โดยพิจารณาว่าทางเลือกใดจะให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าที่สุด.
  • การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์: เช่น การตัดสินใจว่าจะขยายสายผลิตภัณฑ์ใหม่ หรือจะปรับปรุงสินค้าเดิมให้ดีขึ้น ค่าเสียโอกาสจะช่วยประเมินว่าการเลือกทางใดทางหนึ่งจะทำให้พลาดโอกาสอะไรไป.
  • การบริหารต้นทุน: ไม่ใช่แค่ต้นทุนทางการเงิน แต่รวมถึงต้นทุนทางเวลาและโอกาสที่เสียไป.
  • การวัดผลสำเร็จ: การพิจารณาค่าเสียโอกาสช่วยให้ผู้บริหารประเมินผลการดำเนินงานได้ครบถ้วนมากขึ้น ไม่ใช่แค่ดูจากกำไรที่ได้ แต่รวมถึงผลตอบแทนที่ควรจะได้รับหากเลือกทางเลือกที่ดีที่สุด.

ตัวอย่าง: เจ้าของร้านอาหารขนาดเล็กมีเงินก้อนหนึ่ง หากนำไปซื้อเครื่องทำกาแฟสด อาจสร้างรายได้เพิ่มจากการขายกาแฟ แต่ก็ต้องเสียโอกาสในการนำเงินก้อนนั้นไปปรับปรุงหน้าร้านให้สวยงามขึ้น ซึ่งอาจดึงดูดลูกค้าได้มากขึ้นเช่นกัน ผู้บริหารต้องประเมินว่าการเพิ่มรายได้จากกาแฟ หรือการเพิ่มจำนวนลูกค้าจากการปรับปรุงร้าน ทางเลือกใดให้ “มูลค่า” ที่มากกว่ากัน.

發佈留言